เทวดาปากเสีย
พัฒนศักดิ์ ทรัพย์ทวี
IP : 202.28.47.11

9 ก.ค. 2550
เวลา 9:22:36 น.
ข้าพเจ้ายอมรับว่า เงินซื้อได้ทุกสิ่ง แม้แต่เหล็กยังง้างได้ เงินคือเครื่องแสดงอำนาจทางกิเลสอย่างหนึ่งของมนุษย์ หลายครั้งเหลือเกินที่ฝันกลางวัน แม้นั่งทำงานเพลินๆ ก็เกิดความคิดแวบเข้ามาในสมอง

           ถ้าพรุ่งนี้รวยมีเงินสามสิบล้านจะเป็นยังไง เป็นคุณคงนึกถึงรถคันใหม่ บ้านสักหลังเป็นอันดับแรก หากเป็นหญิงสาว เดาว่า อาจเป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ฝันและเพ้อพก จนสมองตื้อ เงินมากมายขนาดนั้น จะใช้ยังไงถึงจะคุ้มค่า เงินมากมายขนาดนั้น แค่ฝันกลางวันก็เหนื่อยแล้ว ลองเป็นจริงได้ อาจบ้าไปเสียก่อน ก็นี่อีกนั่นแหละเขาเรียกว่า "ทุกข์ลาภ" หากใครตัดกิเลสความโลภได้คงต้องไปเป็นอริยบุคคลเสียนานแล้ว

           ส่วนข้าพเจ้าเท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าโชคดีมากหนักหนา ที่มีโอกาสได้รู้จักกับท่านผู้อ่านทั้งหลาย ส่วนผู้ที่สามารถ ละกิเลสได้ในทางพุทธศาสนาแยกออกเป็น 4 ประเภท คือ

           1. โสดาบัน

           2. สภฑาคามี

           3. อนาคามี

           4. พระอรหันต์

           โดยบุคคลประเภทที่ 1-3 นี้ไม่ใช่พระ อาจเป็นชาวบ้านหรือคฤหัสถ์ทั่วไปได้ ส่วนพระอรหันต์คงมีแต่พระภิกษุเท่านั้น ซึ่งบุคคลทั้ง 4 หรืออริยบุคคล หมายถึงผู้ซึ่งตัดแล้วซึ่งโลภ โกรธ หลง บุคคลเหล่านี้ต้องผ่านการปฏิบัติและฝึกฝนธรรมะอยู่ประจำ และอย่างหนักตามความเข้าใจเองของข้าพเจ้า สามารถดับความโลภ โกรธ หลง มิให้เกิดขึ้นมาหรือกระทบจิตใจได้ ซึ่งต่างกับการปิดบังซ่อนเร้นมันไว้ สิ่งนี้เรียกว่ากิเลส ส่วนใหญ่เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราสามารถจะบังคับมันได้

           หลายครั้งเชียวที่ข้าพเจ้ารู้สึกหงุดหงิดจากการเคลื่อนที่ของกิเลสอันเกิดจากการกระทำภายนอกไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

           ข้าพเจ้าพยายามใช้วิธีปิดบังซ่อนเร้นความโลภ โกรธ หลง นั้นไว้ทุกครั้งด้วยการนิ่งเฉย และสะกดกลั้นอารมณ์ มิใช่เป็นเพราะสามารถจัดการกับมันได้หรอก หากแต่ไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบโต้ได้ต่างหาก ท่านเคยนึกต่อว่าใครไปในทำนองเช่นนี้บ้างหรือไม่ ยามเมื่อเกิดความคิดเห็นไม่ตรงกัน เช่น

           1. "พูดออกมาได้อย่างไร เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น"

           2. "มันจะอะไรกันนักหนา"

           3. "แส่...สู่รู้ไปเสียทุกเรื่อง"

           4. "แล้วมันไปหนักหัวกระบาลใคร"

           5. "เสือก"

           ถ้าท่านตอบแบบสอบถามนี้แล้วว่า "เคย" ได้ 1 ข้อขึ้นไป ท่านก็ยังเป็นคนปกติ ยังต้องฝึกความอดทนต่อกิเลสต่อไป

           แต่ถ้าท่านตอบว่า "ไม่เคยเลย" ท่านกำลังจะบรรลุธรรมะกำลังเข้าสู่การเป็นอริยบุคคลแล้ว

           ส่วนข้าพเจ้าตอบได้เลยว่าทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมานี้ เคยนึกต่อว่าเขาในใจมาแล้วทั้งนั้น แถมยังมีข้อพิเศษเพิ่มเติมอีกด้วย

           อย่างเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นกับตัวเองไม่นานนี้ โดยไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจนได้

           ด้วยอาการปวดเข่าอันเกี่ยวเนื่องกับตัวข้าพเจ้าที่มีรูปร่างสูงใหญ่ 186 ซม. ทั้งน้ำหนักตัวก็มากถึง 95 กก. ด้วยอิทธิฤทธิ์ของข้าวเหนียวมะม่วง และทุเรียนหมอนทองซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมส่วนตัวทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการปวดเข่า เวลาเดินไปไหนก็เหมือนรถบรรทุกหกล้อยางแตก แม้จะออกกำลังกายโดยการไปตีแบดมินตันสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งก็ตาม น้ำหนักตัวและอาการปวดเข่าก็ไม่เคยบรรเทาเบาบางลงไปเลย

           ซ้ำ...อาการปวดเข่าก็รุกรานเป็นเจ็บไปทั้งสองข้าง เรื้อรังอยู่จนปัจจุบัน สร้างความกังวลใจ เกรงจะต้องเสียสตางค์ผ่าต่งผ่าตัด และต้องหยุดเล่นแบดมินตันไปตลอดกาล ซึ่งถือว่าเป็นกิเลสถาวรอย่างหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้ทีเดียวสำหรับกีฬาชนิดนี้

           ข้าพเจ้าพบว่ารองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับเล่นแบดมินตันโดยเฉพาะยี่ห้อหนึ่ง มันจะช่วยป้องกันและรองรับมิให้เกิดการกระทบกระเทือน และบาดเจ็บในการเล่นกีฬาชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ต้องแลกมันมาด้วยราคาที่แสนแพง ซึ่งมีอยู่หลายยี่ห้อ ราคาแตกต่างกันไปตามคุณภาพและความเหมาะสมแห่งสรีระของแต่ละบุคคล

           ข้าพเจ้าหวังคุณภาพของมัน นำมาช่วยดูแลสุขภาพและตอบสนองความต้องการของตนก็เท่านั้น (รองเท้าบ้าอะไรคู่ละตั้งสองพันเก้า ขนาดลดราคาแล้ว) จำได้วันแรกที่เอาไปใส่ก็รู้สึกกลุ้มใจและอายอยู่ไม่น้อย ในชีวิตเกิดมายังไม่เคยใส่รองเท้ากีฬาราคาแพงขนาดนี้ ทั้งกลัวคนอื่นจะหมั่นไส้ และต้องคอยตอบคำถามเกี่ยวกับราคาของมัน จนบางครั้งรำคาญจนต้องบอกไปว่ามีคนซื้อมาฝาก จึงได้จบเรื่องจบราว

           แต่ก็มิวายมีผู้หวังดี ใช้ความพยายามตื้อบอกแก่ข้าพเจ้าดังนี้ "เขาน่ะเคยใส่มาแล้ว รองเท้าคู่ละ 5-6 พัน อย่าว่าแต่สองพันกว่าเลย คู่ละเป็นหมื่นก็เคยใส่มาแล้วด้วยซ้ำไป ไม่เห็นจำเป็นต้องไปซื้อยี่ห้อนี้ แพงเสียเปล่าๆ ดูอย่าเขาสิ พึ่งซื้อมาเหมือนกัน พันแปดเอง คุณภาพก็ดีไม่แพ้รองเท้าของข้าพเจ้า ถูกกว่าตั้งพันนึง ซื้อของอย่างข้าพเจ้านี้ มีเงินอย่างเดียว ซื้อไม่ได้ ต้องโง่ด้วย" (เขาหัวเราะเยาะชอบใจ)

           ดู้.....ดู เขาว่าให้เราเสีย มึนไปเลย ตูก็อยู่ของตูดีๆ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าการซื้อรองเท้าดีๆ สักคู่ของข้าพเจ้ามันไปทำให้เขาหงุดหงิดใจอีตรงไหน ไอ้เราก็พยายามจะบอกว่า เพราะเจ็บเข่า เขาก็ไม่เชื่อ อีกทั้งก็อยากลองใช้ของแพงดูบ้าง ขอโปรดเห็นใจ อย่าหมั่นไส้กันเลย (โธ่...ถังเอ๋ย มันก็แค่รองเท้าอยากจะเอาชนะอะไรกันนักหนา...ทำยังกะผมงี้โง่เสียเต็มประดา นี่ก็เท่ากับว่า ด่าทุกคนที่ใช้รองเท้ายี่ห้อนี้ด้วย เกือกมันก็เกือกของผม เงินก็เงินของผม เป็นบางครั้งเท่านั้นที่พี่ ป้า น้า อา ให้มา สนอง need  ตัวเองก็เท่านั้น)

           ท่านผู้หวังดีกรุณาเปิดอธิบายให้ผู้ฟังทั้งหลายฟัง ให้ปรากฏความโง่ของข้าพเจ้าอย่างละเอียดลออ จนข้าพเจ้าดูเป็นไร้สาระสิ้นดี อยากจะเอาเจ้าเกือกนี้ไปลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเสียนั่น ด้วยเพราะมันมีความผิดใหญ่หลวงที่เกิดมามีคุณค่า ราคาแพงจนเกินงาม แม้รูปร่างหน้าตาจะดูดีเพียงใด เจ้าของต่ำต้อยอยู่เพียงระดับเท้า มิควรมีคุณค่าราคาสูง ข้าพเจ้าเบื่อฟังคำพูดเหน็บแนมนั้นจากเหล่าเทวดาปากเสีย ที่ไม่เคยลดราวาศอก หากโต้แย้ง เพราะถือว่าตัวเป็นผู้นิยมล้ำเหลือในประสบการณ์ อายุวรรณะสุขะพลัง (สาธุ!)

           ข้าพเจ้าได้แต่ยิ้มแห้งๆ และเฉยอยู่ลูกเดียว ครู่หนึ่งก็ให้นึกขันว่าเพียงรองเท้าคู่เดียวแท้ๆ ที่สามารถทำให้คนอย่างเรากลายเป็นพวกปัญญาด้วน โดนท่านผู้หวังดีเทวดาปากเสียทั้งหลายบิ้วเสียปวดหัวเป็นไข้เชียว ไม่รู้ว่าไอ้เจ้าของบริษัทรองเท้ายี่ห้อนี้ กับเจ้าเทวดาปากเสีย มันไปมีความหลังอะไรกันหรือเปล่า ถึงได้จงเกลียดจงชังกันนัก เลยเถิดจนข้าพเจ้าโดนลูกหลงไปด้วย ข้าพเจ้ามิได้ร่ำรวยขึ้นเมื่อใส่รองเท้าคู่นั้น สิ่งมีราคาหาซื้อมาก็ด้วยการทำงานในอาชีพที่ซื่อสัตย์สุจริต มิเคยใช้วิชาชีพไปขูดเลือดเฉือนเนื้อใคร สร้างความร่ำรวยให้กับตนเอง

           ข้าพเจ้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าต้องมาปวดหัวกับเรื่องพรรค์อย่างนี้ รู้สึกน้อยใจอยู่เช่นกันที่ต้องมารับบาปเคราะห์แทนเจ้าของบริษัทรองเท้ายี่ห้อดัง ที่ดันไปตั้งราคาสูงทำให้เทวดาปากเสียเกลียดเอา

           อันรสนิยมของคนเรานั้นมันก็ต่างกันไปตามความชอบ ของแต่ละบุคคล ยากจะวางเอาไว้เป็นมาตรฐานเฉพาะได้

           รสนิยมไม่ใช่การขนเอาเงินจำนวนมาไปซื้อสิ่งนั้นมา เพราะเห็นว่าราคามันสูง หากแต่รสนิยมที่แท้คือความพอใจและยินดีที่ได้อยู่ หรือได้มา เป็นการนำมาเพื่อให้เหมาะสมกับตัวเรา ซึ่งก็เป็นไปตามความจำเป็นและความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

           ดังนั้นจึงไม่ควรทำตัวเป็นเทวดาปากเสีย ติติงผู้อื่นที่เขาไม่เห็นพ้องด้วย

           จงอย่าเป็นเทวดาที่ปากเสีย เที่ยวตำหนิ ติเตียน ดูถูกเขา เป็นเทวา เขายกย่อง อย่ามัวเมา ค่อยตรองเอา กริยา มาแสดง อันน้ำเสียง ริษยา พาสลด ให้กำหนด กดไว้ ในใจ อย่าให้หลง  ให้อ่อนน้อม นพนอบ ไม่ทุกข์ทน อย่าแบ่งชน ชั้นห่าง ทางพาที หากมีจิต ริษยา หมดราศี ทั้งภาคี ก็จะปลีก หลีกหนีหาย หากปากเสีย ใจเสีย จะเดียวดาย ไร้คนรัก มากมาย ไม่มีเลย จงอย่าเป็น ดังเช่น รูปเคารพ ขอให้พบ คุณธรรม นำศักดิ์ศรี อย่าหักหาญ น้ำใจ และไมตรี จงอย่ามี ส่อเสียด รังเกียจคน หากเป็นคน รูปงาม น้ำใจหมา ก็เสียท่า เกิดมาปน หมดราศี เกิดเป็นคน มีน้ำใจ และไมตรี ให้ชาตินี้ และชาติหน้า พาสุขเอย

+ + +ร่วมกันแสดงความคิดเห็น + + +

 


 
ความคิดเห็นที่ 1
เด็กดอง
IP : 202.57.153.82


8 ส.ค. 2550
เวลา 15:08:46 น.
ม่ายเข้าจาย

ร่วมกันแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
แสดงความคิดเห็น *
สามารถพิมพ์ข้อความได้อีก ตัวอักษร
- สำหรับสมาชิกจะได้รับสิทธิในการเลือกสีพื้นหลังและแนบไฟล์ได้
- บุคคลทั่วไป การเลือกสีพื้นหรือแนบไฟล์จะไม่มีผลใดๆ เกิดขึ้น หากอยากได้สิทธิพิเศษในการโพสต์ก็คลิก
สมัครสมาชิก เลย
กรอกข้อมูลส่วนตัว
ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กรอกข้อมูลที่นี่
โดย *
อีเมล์
สมัครสมาชิก คลิกที่นี่
- ใส่สีพื้นได้
- ได้นามแฝงประจำบอร์ด ไม่ซ้ำใคร
- อัพโหลดไฟล์ได้
สมาชิกกรอกข้อมูลที่นี่ ระบบจะดึงข้อมูลส่วนอื่นๆ มาให้โดยอัตโนมัติ
แนบไฟล์
แทรกรูปภาพได้ไม่เกิน 500 K, ไฟล์อื่นๆ (.zip, .swf) ไม่เกิน 0 K
รูปภาพต้องเป็น *.jpg หรือ *.gif เท่านั้น
ชื่อล็อกอิน *
รหัสผ่าน *