แผนที่เว็บไซต์ Sitemap หน้าแรกWebboard หน้าแรกHomepage   ดูดวง  Webindex thai

ดวงใจปีศาจ5(Demon's precious) (นิยายแนวเซ็กซี่+แฟนตาซีค่ะ)
Meena
IP : 203.188.30.205

28 ธ.ค. 2548
เวลา 13:19:52 น.
สตรีผู้นั้นเป็นใครกัน… คือคำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจของดาวจรัส เมื่อเห็นชายที่นางแอบมีใจให้แนะนำสตรีแปลกหน้ากับพวกนาง

เมื่อแรกพบดาวจรัสถึงกับตะลึง รูปลักษณ์ของผู้มาใหม่ช่างหมดจดชดช้อย ยากหาหญิงใดใต้หล้าเปรียบปาน... ความอึดอัดกับภาพตรงหน้าของชายหนุ่มกับหญิงแปลกหน้าคนนั้น แทบจะล้นทะลักจากอก ทำให้นางรู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง ทำให้นางอยากจะเอ่ยปากถามคำถามออกไปมากมาย แต่กระนั้นคำถามเหล่านั้นกลับไม่สามารถเปล่งผ่านจากริมผีปากได้...

แม้จะรับรู้ภายหลังว่าหญิงผู้มีนามว่าเปลวบุปผาเป็นผู้มีพระคุณชีวิตกับชายหนุ่ม ข่าวนั้นก็ไม่ได้ช่วยทำให้ดาวจรัสสบายใจขึ้นได้เลย ยามที่พวกเขาพูดคุยกัน ยามที่ชายหนุ่มพยายามเปลี่ยนเรื่องคุย หันเหความสนใจเมื่อผู้มีพระคุณของเขามีท่าทางไม่สบายใจกับหัวข้อนั้น ยามที่ดวงตาเขาจับจ้องไปที่นางคนนั้น... มันช่าง... มีความหมาย

ดาวจรัสรู้จัก และสนิทสนมกับชายหนุ่มมานานปี หากไม่มีเลยสักครั้งที่นางจะได้เห็นสายตาเช่นนั้นจากเขา... ประกายอ่อนซึ้ง นุ่มนวล ไม่เคยมีใครที่เขามองเช่นนั้น... ไม่แม้กระทั่งผู้ซึ่งปรารถนาสายตานั้นมากที่สุด... ตัวนางเอง



ดวงใจปีศาจ(Demon's Precious)
บทที่ 5  ทางที่ต้องเลือก
By Meena



หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จในวันรุ่งขึ้น และทุกคนยังนั่งอยู่บนโต๊ะอาหาร เธียรธรรมแจ้งกับครอบครัวว่าต้องการเปิดร้านหมอ ทำให้นางต้องหลิวรีบทักท้วงไว้ ด้วยที่ว่าเขายังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ ไม่ควรโหมงานหนัก นางกล่าวแนะเพิ่มเติมว่าท่านข้าหลวงลีช่างเมตตา ตอนที่เธียรธรรมหายสาบสูญ ท่านได้กรุณาส่งเหล่าบ่าวไพร่ของตระ*ลออกช่วยกันตามหากันอย่างจ้าละหวั่น ดังนั้นทันทีที่เขากลับมา ก็สมควรจะไปกล่าวขอบคุณท่านข้าหลวง อีกอย่างคือคืนวันนี้เผอิญมีงานเทศกาลรื่นเริง ร้านรวงมากมายออกร้านขายของ เขาก็ควรจะพาเปลวบุปผาเยี่ยมชมตัวเมือง

เหมยน้อยหูกางผึ่งทันทีทีได้ยิน

“พี่ชายใหญ่จ๋า” น้ำเสียงออดอ้อนหวานหยดจนมดแทบตอมนำมาก่อน ตามด้วยร่างน้อยที่รี่เข้าไปกอดเอวกอดขาพี่ชาย

"จ๋า" เธียรธรรมขานรับ นึกขำอยู่ในใจ รู้ว่าน้องน้อยเข้ามาออดอ้อนแบบนี้ต้องการอะไร

"เหมยน้อยอยากไปด้วย" นางน้อยเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย พยายามส่งประกายตาออเซาะวิบวับเต็มที่จนเขารู้สึกแสบตา

พี่ชายทำหน้าตาตกใจอย่างล้อเลียน "แต่งานเขาฉลองกันตอนกลางคืนนะ เจ้าจะไปได้อย่างไร*"

"ไปได้ซี่ ก็เหมยน้อยพาพี่เปลวบุปผาไปเที่ยวกับพี่ชายใหญ่ด้วยไง" น้องน้อยฉอเลาะ

พี่ชายกลั้นยิ้ม รู้ทันเจ้าตัวน้อย แม่หนูช่างเจรจา เอาผู้เป็นแขกมาอ้าง แต่ตัวเองอยากไปเองล่ะสิ เขาแสร้งทำหน้าครุ่นคิด พูดลากเสียงยาวดังๆ ให้ทุกคนได้ยินว่า "เอ… ท่านแม่จะให้ไปหรือเปล่าน้า*"

สำแสงแสนออดอ้อนหันขวับหามารดาทันที "ท่านแม่ให้เหมยน้อยไปเถิดนะ นะ"

นางต้องหลิวยิ้มขัน "ถ้าพี่เปลวบุปผาเค้าไม่ว่าอะไรนะ"

เจ้าตัวน้อยหันไปตะปบเอวคอดเล็กของพี่สาวคนใหม่ทันควัน ดวงตากลมโตใสๆ จับจ้องมาที่นาง "พี่เปลวบุปผาให้เหมยน้อยไปด้วยนะ เหมยน้อยพาพี่เปลวบุปผาไปเที่ยวเอง นะ นะ"

"เอ่อ… เอ่อ…" ปีศาจสาวได้แต่อึกอัก เกิดมานางไม่เคยมีเด็กเข้ามาออดอ้อนออเซาะแบบนี้ นางไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี

"เหมยน้อยจะเป็นเด็กดี จะไม่ดื้อ จะไม่ซน นะ นะ น้าาาาาาาา" ใส่ลูกอ้อนเข้าไปอีกชุดใหญ่ แขนป้อมยังกอดเอวอยู่ กระโดยหยอยๆ ซุกหน้าเข้ากับลำตัวคนที่ตนโอบรัด

มือเรียวทั้งสองของหญิงสาวประคองเด็กน้อย หันหน้าไปมองเธียรธรรมกับนางต้องหลิวอย่างขอความเห็น เมื่อเห็นนางต้องพยักหน้าเป็นเชิงยินยอม นางปีศาจจึงเอ่ยอ้อมแอ้มจากลำคอว่า "ได้-ได้สิ"

"เย้!!!" สิ้นเสียงอนุญาตเท่านั้น แม่หนูก็ร้อยอย่างยินดี ยกมือป้อมสองข้างสูงขึ้น กระโดดหยองแหยง ไปรอบๆ ก่อนตะครุบเอวบางของเปลวบุปผาอย่างประจบ ยิ้มหน้าแป้นจนแก้มยุ้ยแทบปริ "ขอบคุณพี่เปลวบุปผา!"

รอยยิ้มของแม่หนูทำให้ดวงใจของปีศาจสาวถูกกระตุกเค้น หวนคิดคำนึงถึงเรื่องราวเมื่ออดีต



  เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ...

เปลวบุปผาเป็นเพียงปีศาจแมงมุมตนหนึ่งที่บำเพ็ญตนเพียงแค่หนึ่งร้อยปี ตบะญาณอ่อน และเพิ่งสามารถมีรูปร่างเป็นมนุษย์ได้ ราวกับเด็กเกิดใหม่ นางจึงอยากรู้อยากเห็นไปหมดเสียทุกอย่าง ส่วน‘เหมยน้อย’ ผู้เป็นสหายมนุษย์อายุได้ประมาณสิบสี่ปี นางเป็นลูกพ่อค้าฐานะทางบ้านจัดว่าร่ำรวยทีเดียว

ตอนที่ทั้งสองได้พบกัน คือเมื่อเปลวบุปผาได้ลองเข้าเมืองมนุษย์เป็นครั้งแรก ด้วยความไร้เดียงสาในวัฒนธรรมการเป็นอยู่ของมนุษย์ จึงไปล่วงเกินชาวบ้านจำนวนหนึ่งทำให้พวกเขาไม่พอใจ จะเอาเรื่องโดยจับตัวไปส่งทางการ ณ เวลาที่ปีศาจกำลังตกใจกลัว ก็มีสตรีวัยรุ่นคนหนึ่งมาช่วยไกล่เกลี่ย ประนีประนอมให้ สตรีคนนั้นคือ ‘เหมยน้อย’ …

สตรีเพศสมัยนั้นไม่ได้รับการศึกษา หากเหมยน้อยมีความปราดเปรื่องที่โดดเด่น ช่างพูดช่างคุย ร่าเริง เป็นมิตร และมีน้ำใจ เมื่อเปลวบุปผาบอกว่าตนเดินทางมาที่ในเมืองเพราะอยากมาเที่ยวชม เหมยน้อยก็จัดการช่วยเหลือ ดูแลนางปีศาจอย่างเต็มที่ ด้วยวัยที่ดูใกล้กันความสนิทสนมของทั้งสองเพิ่มพูนขึ้น เป็นสหายรักในที่สุด

เมื่อมนุษย์สาวได้รับรู้ความจริงอันน่าตระหนกว่า สหายรักของนางไม่ใช่มนุษย์… เป็นสิ่งที่แตกต่าง… เป็นปีศาจที่น่าหวาดหวั่นของมนุษย์… เหมยน้อยก็มิได้รังเกียจหรือหวาดกลัว แต่หากเหมยน้อยกลับหยิบยื่นไมตรีอันล้ำค่าให้ปีศาจอย่างนางด้วยความจริงใจ

“ไม่กลัวข้าหรือ*” นางปีศาจเคยถาม

“เจ้าจะกินคน หรือหักคอข้าไปเคี้ยวเล่นหรือเปล่าล่ะ*” เหมยน้อยย้อนถาม น้ำเสียงกระเซ้า

เปลวบุปผาดวงตาเบิกกว้าง “ไม่มีวัน! ข้าไม่เคยกินมนุษย์! และเจ้าเป็นสหายข้านะ ข้าไม่มีวันทำร้ายเจ้า!”

เหมยน้อยยิ้มแป้น จนพวงแก้มเป็นสีชมพูเรื่อ “เห็นไหม แล้วข้าจะกลัวเจ้าทำไม”

“แต่ข้าเป็น...”

สหายมนุษย์จับมือนางปีศาจไว้ ยับยั้งคำท้วงติง เอ่ยน้ำเสียงจริงจังว่า “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นปีศาจ หรือเป็นคน ข้าก็ไม่กลัวหรอก พวกเราเป็นสหายกัน และจะเป็นสหายกันตลอดไป นะ นะ” คำสุดท้ายเหมือนขอเสียงสนับสนุน

เปลวบุปผามีทีท่าลังเล ก่อนพยักหน้า อมยิ้มอย่างยินดี “เราจะเป็นสหายกันตลอดไป”

ใบหน้ายิ้มแย้มนั้นยังตราตรึง หากซ้อนทับกับภาพวาระสุดท้ายของผู้เป็นสหาย มันเป็นภาพของซากที่ถูกกระชากเนื้อหนังจนขาดรุ่งริ่ง เลือดแดงฉานกองโตซ่านกระเซ็น กลิ่นคาวคละคลุ้งตลบอบอวน หนาทึบ จนแทบจะสามารถลิ้มรสเค็มและคาวของโลหิตผ่านปลายลิ้น



บัดนี้สหายผู้ถูกพรากกลับมาอยู่ตรงหน้านี้อีกครั้ง ดูท่านางน้อยจะไม่หลงเหลือความทรงจำในกาลก่อนเลย หากรอยยิ้มนั้นยังเหมือนเดิม ดวงตายังสดใสเหมือนเดิม ดวงวิญญาณยังพิสุทธิ์เหมือนเดิม...

เปลวบุปผายิ้มให้เหมยน้อยคนใหม่นี้อย่างอ่อนโยน แตะที่ผมเส้นเล็กนุ่ม "ข้าต้องขอบคุณเจ้าต่างหาก เพราะเจ้าจะพาข้าไปเที่ยวนี่นะ"

เด็กน้อยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ สีขาวเรียงตัวกันครบทุกซี่ นางน้อยพยักหน้าแรงๆ นางต้องหลิวเสริมว่าให้เด็กน้อยกินข้าวเย็นเสร็จแล้วจึงค่อยไปเที่ยวกัน ซึ่งทุกคนก็ตกลงตามนั้น



เมื่อเวลาล่วงจากช่วงเช้ามาเล็กน้อย หมอหนุ่มเตรียมตัวออกไปขอเข้าพบท่านข้าหลวงลี เพื่อขอบคุณในความกรุณาที่ช่วยส่งคนออกตามหาเขาเวลาที่เขาหายตัวไป มีของขวัญติดมือไปเป็นตะกร้าผลไม้ที่จัดแจงงดงาม เธียรธรรมให้เปลวบุปผาไปพบท่านข้าหลวงด้วยกัน ด้วยว่าตอนนี้นางอยู่ในเขตการปกครองของท่าน จึงสมควรไปทักทายและแนะนำตัวให้พวกท่านรู้จักไว้ ทว่าเปลวบุปผาปฏิเสธ หมอหนุ่มจึงไม่ได้รบเร้าแต่อย่างใด

เหมยน้อยสบโอกาสจึงชวนเปลวบุปผาไปเล่นด้วยกัน ซึ่งคราวนี้นางไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด แถมจูงมือเดินกันออกไปอีก เธียรธรรมประหลาดใจกับความสัมพันธ์ที่ก่อตัวกันขึ้นอย่างรวดเร็วของทั้งสอง ถึงเขาจะรู้ว่าโดยนิสัยของเหมยน้อยเองเป็นเด็กฉลาด ยิ้มแย้ม เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย กระนั้นน้องน้อยก็ให้ความสนิทชิดเชื้อราวกับรู้จักกันมานานปีกับผู้มีพระคุณของเขา ในทางกลับกันหญิงสาวที่มักจะสงวนท่าทีกับคนแปลกหน้าก็มอบความสนิทสนมเป็นการตอบแทนเช่นกัน



ณ บ้านตระ*ลลี ท่านข้าหลวงลี ภริยาของท่านออกมาพบผู้มาเยี่ยมเยียนที่ห้องโถง เมื่อเห็นว่าเป็นชายหนุ่มที่พวกตนเอ็นดูดั่งบุตรหลานก็ยินดีเป็นอย่างมาก ไต่ถามเรื่องราวเป็นการใหญ่ ซึ่งเธียรธรรมก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พวกท่านฟัง

ท่านข้าหลวงกับภริยาได้รู้เรื่องราวแล้วกล่าวอย่างยินดี และกำชับหนักหนาว่าคราวหน้าเธียรธรรมต้องพาเปลวบุปผามาด้วย เมื่อเธียรธรรมถามถึงดาวจรัสกับชาง ก็ได้รับคำตอบว่าพวกเขาออกไปดูพวกชาวบ้านเตรียมงานรื่นเริง หลังจากพูดคุยไต่ถามทุกข์สุขกันไปอีกสักพัก เธียรธรรมจึงขอตัวกลับ



ตอนเย็นของวันเดียวกัน อาหารเย็นตระเตรียมพร้อมสรรพเพื่อเลี้ยงท้องคนทั้งสี่ ครอบครัวของหมอหนุ่ม รวมทั้งเปลวบุปผา นั่งล้อมโต๊ะเพื่อทานอาหารมื้อเย็น น้องน้อยรีบวิ่งมานั่งประจำที่ ลงมือกินเป็นคนแรก นางใช้ตะเกียบคีบกับข้าวเข้าชามข้าวของตนและใช้ตะเกียบโกยอาหารเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ ตามด้วยน้ำชาอีกอึกใหญ่ แล้วจึงโกยข้าวจำนวนต่อไปเข้าปากอย่างรวดเร็ว จนทุกคนต้องมองเป็นตาเดียวกัน แม่หนูน้อยดูตื่นเต้นที่จะได้ออกไปเที่ยวเป็นพิเศษ คิดว่าจะรีบกินอาหารให้เสร็จจะได้รีบไปเที่ยว จนนางต้องหลิวต้องดุให้รับประทานอาหารให้เรียบร้อย ทำให้สองหนุ่มสาวอดอมยิ้มด้วยความเอ็นดูไม่ได้

เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเสร็จ นางต้องหลิวจึงจัดการแต่งตัวเหมยน้อยด้วยอาภรณ์สีแดง เนื้อผ้าปักลายดอกไม้เล็กๆสีเหลือง รวบผมเส้นเล็กนุ่มเป็นแกละสองข้าง ทำให้แม่หนูดูน่ารักราวกับเทพธิดาตัวน้อยในภาพวาดทีเดียว

เธียรธรรมกับเปลวบุปผานั่งรอเด็กหญิงอยู่ที่ห้องโถงของบ้าน พอเห็นน้องน้อยแต่งตัวสวยเป็นพิเศษออกมาก็อุทาน “โอ้โฮ วันนี้น้องพี่น่ารักจริงๆ”

เด็กน้อยหัวเราะคิกคักจนแก้มแดงระเรื่อ  ได้แต่งตัวสวย ได้ออกไปเที่ยว ทำให้นางตื่นเต้น แจ่มใส

“ต้องเชื่อฟังพวกพี่ๆ แล้วก็อย่าซนหรือเดินไปไหนมาไหนคนเดียว เข้าใจไหม*” นางต้องหลิวกำชับกำชาหนักแน่น

เหมยน้อยเดินวางมาด ย่างก้าวเข้าไปยืนระหว่างพี่ชายและเปลวบุปผา หันมายิ้มหน้าแป้นให้มารดา มือหนึ่งคว้ามือพี่ชาย มือหนึ่งคว้ามือหญิงสาว รับคำแข็งขัน “เหมยน้อยเชื่อฟังพี่ๆ ไม่ซน ไม่เดินไปไหนมาไหนคนเดียว เข้าใจแล้ว”

สองหนุ่มสาวยิ้มกับท่าทางแก่แดดนั้น นางต้องหลิวถอนหายใจระคนขัน “เฮ้อ เจ้านี่น้า เอาล่ะ ไปได้แล้ว เดี๋ยวจะยิ่งดึกนะ”

“ท่านแม่ไม่ไปด้วยกันหรือ*” เธียรธรรมเอ่ยถาม

“พวกเจ้าไปเถอะ แม่อยู่บ้านดีกว่า”

บุตรชายพยักหน้าก่อนพาสตรีทั้งสองออกจากบ้าน



เมื่อกลุ่มของหมอหนุ่มออกจากตัวบ้าน นางต้องหลิวยังนั่งอยู่ที่ห้องโถงเหมือนเดิม เมื่อนางมีเวลาว่างเป็นของตัวเอง นางมักเอางานฝีมือออกมาทำเพื่อฆ่าเวลาและผ่อนคลาย นั่งปักผ้าพลางจิบชาอย่างทอดอารมณ์ได้สักพักดาวจรัสพร้อมสาวใช้ก็เดินเข้ามา

“ท่านป้า” คุณหนูตระกลูลีทักทาย ก้มหัวเล็กน้อยอย่างนอบน้อมราวกับคำนับผู้สูงวัยกว่า สีหน้ายิ้มแย้มสดใส

“ดาวจรัส” นางต้องหลิววางงานฝีมือ รอยยิ้มปรากฏ ทักทายตอบ

“ข้าเห็นว่างานเทศกาลปีนี้คึกคักมาก ประดับประดางดงาม การแสดงตระการตา ร้านรวงมากมาย ข้าก็เลยมาชวนพวกท่านออกไปเที่ยวกัน” นางกวาดสายตาไปทั่วบริเวณห้อง “แล้วพี่เธียรกับเหมยน้อยอยู่ไหนหรือ*”

ผู้สูงวัยพูดเสียงเรียบ ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะโป้ปด “เธียรพาเหมยน้อยกับเปลวบุปผาออกไปเที่ยวน่ะ”

รอยยิ้มของหญิงสาวคลายลง หลุบตาลงต่ำ อารมณ์รื่นเริงแปลเป็นความเจ็บปวดที่ฉายชัดบนสีหน้าเมื่อได้รู้ว่าชายที่นางมีใจให้ใกล้ชิดกับหญิงอื่นขนาดที่พากันออกไปข้างนอกด้วยกัน ตลอดมาหญิงสาวเองก็รู้ว่าในสายตาของเขาเห็นนางเป็นเพียงน้องสาว หากตราบใดที่หมอหนุ่มยังไม่ได้ปันใจรักให้ใคร ตราบนั้นนางยังมีความหวังว่าสักวันหนึ่งชายหนุ่มจะหันมามองนางเยี่ยงหญิงสาวคนหนึ่งบ้าง...

“อย่าง… อย่างนั้นหรือ แล้วท่านป้าไม่ออกไปด้วยกันหรือ*” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองมา บังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ ดวงหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำ

“พวกเจ้าสาวๆ ไปเถอะ คนแก่ไม่ถูกโรคกับคนเยอะน่ะ” นางผู้สูงวัยพูดทีเล่นทีจริง พยายามทำให้บรรยากาศรื่นเริงขึ้น

“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อน” ดาวจรัสค้อมหัวให้นางทีหนึ่ง ก่อนก้มหน้าซ่อนแววรวดร้าวจากสายตาคนรอบข้าง เดินจากไป

นางต้องหลิวถอนหายใจแผ่วเบา นางเคยอยู่ในวัยสาวมาก่อน อาบน้ำร้อนมาก่อน ด้วยวัยอันมากขึ้นตามกาลเวลาที่ล่วงผ่านดังสายน้ำ ผ่านทุกข์สุขมามากมาย ผู้สูงวัยรับรู้ความรู้สึกของเหล่าหนุ่มสาวนี้ได้ดุจดังอ่านหนังสือที่เปิดกางให้อ่าน คุณหนูตระ*ลลีผู้งดงามเพียบพร้อมมีใจให้บุตรชายของนางมานานปี แม้ความรู้สึกรักที่มีจะแทบทะลักล้นออกจากอก หากด้วยความที่นางเป็นสตรีที่ควรสงวนท่าที จึงไม่สามารถเอ่ยปากฝากรักตรงๆ กับฝ่ายชายได้

ด้านบุตรชายของนางก็มีใจรักต่อดาวจรัส หากเป็นความรักฉันท์ญาติพี่น้องญาติสนิท หาใช่ความรักฉันท์หนุ่มสาวไม่ ยิ่งตอนนี้ตัวบุตรชายของนางเองก็ดูมีใจกับผู้มีพระคุณชีวิตของเขา ในทางกลับกันหญิงสาวผู้มาใหม่เองก็ท่าทางมีใจตอบกลับเช่นกัน

นางต้องหลิวผ่อนลมหายใจอีกครา ถึงแม้นางหวังเหลือเกินให้บุตรชายกับดาวจรัสได้ครองคู่กัน แต่เมื่อทั้งสองไม่มีใจต่อกันนางคงขัดขืนไม่ได้ บิดามารดาคนอื่นอาจจะจัดการให้ ตามประเพณี หากนางไม่ต้องการบังคับฝืนใจบุตรชาย ด้วยเห็นความสุขของลูกเป็นสำคัญ



ภายนอกเป็นเทศกาลงานรื่นเริงเพื่อเฉลิมฉลองประจำปีของมณฑล ถนนหนทางบัดนี้ถูกประดับประดาสวยงาม สว่างไสวด้วยโคมไฟกระดาษหลากหลายสีสดใส ห้อยระย้าเรียงรายกันเป็นแนวตลอดทาง พ่อค้าแม่ขายพากันมาออกร้านขายของ ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของเล่น เครื่องประดับต่างๆ ล้วนมากมายเดินดูไม่หวาดไม่ไหว เสียงดนตรี ดีด สี ตี เป่า ร่วมกันประสานเสียงเป็นท่วงทำนองแว่วมา

เหมยน้อยมือหนึ่งจับมือพี่ชาย มือหนึ่งจับมือเปลวบุปผา บ่ายหน้าไปซ้ายที ขวาที ทุกอย่างดูน่าตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กที่ได้ออกมาเที่ยว น้องน้อยทำหน้าที่ชี้ชวนให้เปลวบุปผาดูโน่นดูนี่ เปลวบุปผาเองก็ตื่นตาตื่นใจ ผู้คนมากมายออกมาเที่ยวชมจนงาน มันช่างคึกคักเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อทุกอย่างที่นางน้อยชวนดูทำให้เปลวบุปผาสนใจตื่นเต้น ยิ่งทำให้แม่หนูภูมิใจ ยิ้มจนแก้มแทบปริ

สายตาแม่หนูเหลือบไปเห็นซุ้มขายของเล่น เห็นกังหันทำจากกระดาษสีสวยสดใสหลายอันเรียงรายกันอย่างสวยงาม แม่หนูเรียกพี่ชาย จูงมือนำไปทางซุ้มขายของเล่น “พี่ชายใหญ่จ๋า ดูสิๆ กังหันสวยๆ ซื้อให้เหมยน้อยนะ”

เธียรธรรมยิ้มเอามือลูบหัวทุย “เอาสิ อยากได้อันไหนล่ะ*”

เด็กน้อยพยายามเขย่งเท้าเพื่อมองดูเหล่ากังหันมากมายที่ผู้ขายจัดเรียงราย แต่ทุกอันดูจะถูกจัดอยู่สูงกว่าหัวนางทั้งนั้น จนพี่ชายใหญ่ต้องอุ้มนางน้อยขึ้นเพื่อให้เลือกชัดๆ น้องน้อยสอดส่องดูกังหันน้อยใหญ่หลากสี จนสุดท้ายไปสะดุดกับกังหันน้อยทำจากกระดาษสีชมพูเข้า นางหันมาหาพี่ชายพร้อมประกาศว่า “เอาอันสีชมพูนี่!”

เธียรธรรมเหลือบไปเห็นผู้มีพระคุณของเขาก็จับจ้องกับกังหันอยู่เช่นกัน ชายหนุ่มวางเหมยน้อยให้ยืนกับพื้น หันไปหาคนขาย แจ้งจำนวนที่จะซื้อ “เอาสองอัน” แล้วจ่ายเงิน หมอหนุ่มยื่นอันสีชมพูให้เหมยน้อย น้องน้อยรับไว้พร้อมกล่าวขอบคุณพี่ชาย แล้วยื่นอีกอันหนึ่งที่นางดูอยู่ให้เปลวบุปผา

ปีศาจสาวเหลือบตามองกังหัน ก่อนมองชายหนุ่ม สีหน้างงงวย “เอ๊ะ*”

“ข้าเห็นว่าท่านดูกังหัน คิดว่าคงอยากได้…”

นางมองหมอหนุ่มผู้บัดนี้หน้าแดงเรื่อ ที่จริงนางแค่ฉงนกับของเล่นสีสวยเหล่านี้ สงสัยว่าสิ่งประดิษฐ์โครงสร้างเรียบง่ายนี้ มันเอาไว้ทำอะไร แต่ชายหนุ่มเข้าใจไปว่านางเองก็อยากได้จึงซื้อให้

“ขอบคุณ” เปลวบุปผารับกังหันมาจากหมอหนุ่ม ยิ้มละไมให้

ชายหนุ่มยิ้มตอบ รู้สึกว่าดวงใจของตนเองกำลังพองโตคับอก

เหมยน้อยมองดูพี่ชายใหญ่ของตนที หันมามองหญิงสาวอีกที เมื่อเห็นผู้ใหญ่ทั้งสองไม่ได้สนใจตนจึงร้องเรียก “พี่ชายใหญ่ พี่เปลวบุปผา ทางโน้นมีเชิดมังกรด้วย เดินไปดูกันเถอะ”

น้องน้อยจึงดึงผู้ใหญ่ทั้งสองให้ไปดูคณะเชิดมังกรที่กำลังแสดง คนของคณะกลุ่มหนึ่งประมาณห้าคน เป็นชายล้วน หน้าตาขึงขังใส่ชุดแดงเหมือนกัน ตีกลองใหญ่โหมจังหวะเสียงดังตึงตัง เข้ากับลีลาของขบวนเชิดมังกรอย่างออกลวดลายตระการตาทรงพลัง ผู้คนมายืนมุงดูมากมายไม่ว่าจะเป็นชายหญิง เด็ก คนแก่ หรือหนุ่มสาวจนแน่นขนัด ออกเสียงฮือฮา อัศจรรย์ใจกับการแสดงนั้น

หมอหนุ่มต้องอุ้มเหมยน้อยขึ้นกับอก และหันไปย้ำกับเปลวบุปผาให้อยู่ข้างๆ ด้วยกลัวว่าทั้งสองจะถูกกลืนหายไปกับฝูงชน สุดท้ายอาจจะพลัดหลงกัน

น้องน้อยขย่มตัวอย่างตื่นเต้น ส่งเสียงกรี๊ดเมื่อเจ้าหุ่นมันกรตัวใหญ่ขนาดสิบคนเชิดค่อยๆ ไต่พันร่างไปตามท่อนไม้ผอมสูงกว่าหลังคาเรือนโดยรอบเกือบสองเท่าตัว ตั้งเดี่ยวตระหง่านอยู่กลางลานแสดง ลูกบอลลูกใหญ่ประดับด้วยผ้าแพรอยู่บนยอดไม้นั้น มองจากที่ไกลภาพนั้นราวกับมีพญาเทพมังกรตัวหนึ่งกำลังทะยานสู่ฟ้าเพื่อไปเอาลูกแก้ว เป็นการแสดงที่เสี่ยงอันตรายมาก เหล่านักแสดงต้องใช้ทักษะความชำนาญและการฝึกฝนมานานปี

ระหว่างที่ขบวนนักแสดงเชิดมังกรกำลังเหยียบไปตามเหล่าทอยไม้ที่ตอกติดกับไม้ใหญ่เป็นขั้นๆ ไต่สูงขึ้นไปจวนจะถึงยอดนั้น พลันนักเชิดที่อยู่บริเวณกลางลำตัวมังกรคนหนึ่งเหยียบพลาดจากทอยเสียหลัก หงายหลัง ลอยคว้างกลางอากาศ เหนี่ยวเหล่านักแสดงที่อยู่ถัดไปจากตนร่วงลงไปด้วยกัน กระแทกพื้นแข็งที่ไร้เครื่องป้องกันอย่างแรง!  

ภาพของนักเชิดมังกรราวสาม-สี่คนร่วงราวลูกหินตกกระแทกพื้น ทำให้เกิดเสียงกรีดร้องเสียขวัญดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ เหมยน้อยกอดคอเขาไว้แน่นอย่างจนเธียรธรรมต้องกระซิบปลอบให้คลายความกลัว

ในเวลานี้มีคนบาดเจ็บต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เธียรธรรมเอ่ยเร่งรีบว่า “เปลวบุปผา ข้าต้องไปดูคนบาดเจ็บ คงต้องรบกวนฝากเหมยน้อยไว้กับท่านด้วย”

“ไม่ต้องห่วง เจ้าไปเถอะ”

“พี่ชายใหญ่อย่าไป!” น้องน้อยที่ตกใจสุดขีดเริ่มงอแง กอดคอพี่ชายไว้แน่น          

“ไม่เป็นไร ไม่อันตราย พี่ต้องไปดูแลคนเจ็บ คนมีแผลต้องให้หมอรักษา เหมยน้อยเข้าใจใช่ไหม*” หมอหนุ่มลูบหัวเหมยน้อยอ่อนโยน พูดช้าๆ ชัดๆ ใช้คำพูดง่ายๆ อธิบายให้น้องน้อยเข้าใจ เขาสอดมือเข้าใต้รักแร้ทั้งสองข้างของเด็กน้อยแล้วโยนแม่หนูลอยเหนือหัว ทำให้แม่หนูหัวเราะคิกคัก ลืมความกลัวสิ้น “เหมยน้อยคนเก่งไม่กลัวใช่ไหม*”

ดวงตากลมใสของแม่หนูมองมาที่พี่ชาย ยิ้มแย้ม “เหมยน้อยคนเก่งไม่กลัว!”

“เก่งมาก!” หมอหนุ่มทำเสียงแข็งขัน เรียกกำลังใจของแม่หนู “พี่จะรีบกลับมา งั้นเจ้าพาพี่เปลวบุปผาไปรอพี่ใต้สะพาน ที่ประจำของพวกเรา ตกลงไหม*”

“ตกลง!” แม่หนูรับงดัง

หมอหนุ่มหัวเราะ ยีหัวทุยอย่างหมั่นเขี้ยว ส่งน้องน้อยให้เปลวบุปผาอุ้ม กล่าวกับหญิงสาวอย่างเป็นการเป็นงานว่า “เปลวบุปผา ข้าต้องขอโทษท่านที่ต้องปรีกตัวไปก่อน ให้เหมยน้อยพาไปรอที่ใต้สะพานนะ แล้วข้าจะตามไป”

“อืม… เจ้าระวังตัวนะ”

“ขอบคุณ” หมอหนุ่มยิ้มรับ แล้วรีบรุดฝ่าฝูงชนไปยังที่เกิดเหตุทันที



เปลวบุปผาเดินจนมาถึงที่นัดหมาย โดยมีนางน้อยจูงมือนำทางมาอย่างรู้ทิศ (ถึงแม้บางทีแม่หนูจะแวะร้านของเล่นที่ขายเรียงรายอยู่บ่อยๆ ก็เถอะ) สถานที่นัดพบไม่ได้เป็นที่เปลี่ยวไร้ผู้คนอย่างที่ได้ฟังจากชื่อแต่อย่างใด หากแต่เป็นสถานที่จัดเป็นเป็นส่วนเพื่อชาวบ้านได้ใช้พักผ่อนหย่อนใจ มีม้านั่งหินอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อยู่สอง-สามจุด ด้วยสถานที่อยู่ใกล้ธารน้ำลึกแค่ราวสะโพกแต่กว้างขวางตัดผ่านเป็นทางยาว ทางมณฑลจึงได้สร้างสะพานหินเล็กๆ เพื่อให้ใช้ข้ามไปอีกฟากได้สะดวกสบาย

เมื่อปีศาจสาวกับแม่หนูมาถึงก็มีชาวบ้านพักผ่อนอยู่ประปรายตา บ้างนั่งชมแสงจันทร์ บ้างเล่นไล่จับเหล่าหิ่งห้อยที่เรืองแสงนวลตา ราวกับดวงดาวนับร้อยกระจายตัวเกาะอยู่ตามปรายหญ้าและแมกไม้ตลอดริมลำธาร

“ถึงแล้ว! ที่นี่ไง!” แม่หนูพูดน้ำเสียงร่าเริง “เหมยน้อยมาที่นี่กับท่านแม่ กับพี่ชายใหญ่บ่อยๆ พี่เปลวบุปผาชอบที่นี่ไหม*”

“อืม” ปีศาจสาวครางในลำคอ ยิ้มให้น้องน้อย “เป็นที่ที่สวยมาก”

แม่หนูยิ้มหน้าแป้น รู้สึกดีใจเมื่อพี่สาวคนใหม่ชอบสถานที่ที่ตนชอบด้วย

การรอคอยชายหนุ่มใช่ว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่าย เพราะแม่หนูชวนคุยอยู่จ๋อยๆ เล่าเรื่องของตัวเองบ้าง เล่าเรื่องของคนอื่นบ้าง เล่าเรื่องหมูหมากาไก่(ของคนอื่น)บ้าง ชี้ชวนให้ดูโน่นดูนี่ เล่นหมุนกังหันบ้าง ชวนกันไปไล่จับหิ่งห้อยด้วยกันบ้าง

จนสุดท้ายน้องน้อยก็หมดแรง พากันมานั่งพักเอาแรงที่ม้าหิน แม่หนูน้อยนั่งนิ่งๆ ได้สักพักลมกลางคืนอันเย็นเยียบก็พัดกระทบผิวบางให้สะท้าน นางน้อยจึงก็ตะกายขึ้นมานั่งตักของปีศาจสาว ใบหน้าเล็กซบหนุนที่อก เปลวบุปผาเองก็โอบร่างน้อยหลวมๆ เพื่อให้ความอบอุ่น

“พี่เปลวบุปผา”

“หืม*”

“พี่เปลวบุปผาเป็นเมียพี่ชายจริงๆ หรือ*” น้องน้อยโพล่งถามไม่มีเกริ่นนำ

“ไม่ใช่หรอก” เปลวบุปผาตอบเรียบๆ อดไม่ได้ที่จะลูบแก้มยุ้ยนุ่มมือไปพลาง “ทำไมเจ้าถึงคิดอย่างนั้นล่ะ*”

“เหมยน้อยได้ยินจากเจ้าฟันหลอ” หมายถึงเด็กชายฟันหลอ คนที่วิ่งมาแจ้งข่าวกับนางต้องหลิวเมื่อหมอหนุ่มกลับมาเมื่อวาน ซึ่งกลุ่มเด็กๆ พากันตั้งสมญานามให้เจ้าหนูคนนั้นว่า ‘เจ้าฟันหลอ’ “งั้นพี่เปลวบุปผาชอบพี่ชายใหญ่หรือเปล่า*”

“อืม ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ‘ชอบ’ นี่เป็นยังไง” เป็นความสัตย์จริง นางปุจฉากลับทีเล่น ทีจริง “แล้วเจ้าล่ะ รู้ไหม*”

แม่หนูเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว ยืดอก สีหน้าภาคภูมิใจในความเป็นผู้รู้ “รู้สิ! ก็ที่เหมยน้อยรู้สึกกับชางไง!”

ปีศาจสาวยิ้มเอ็นดู “ยังไปหรือ*”

“ก็อยากอยู่ใกล้ อยากเล่นด้วย แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันใจเต้นตึกตักๆ ใหญ่เลย ถ้าเหมยน้อยโตขึ้นนะ เหมยน้อยจะแต่งงานกับชางด้วยล่ะ!”

หญิงสาวหัวเราะในลำคอกับความไร้เดียงสา “เข้าใจแล้วล่ะ เจ้านี่เก่งจริงๆ”

น้องน้อยยืดอกราวกันตนเองเป็นผู้รู้แจ้ง ภาคภูมิใจที่สามารถทำให้หญิงสาวเข้าใจได้ เมื่อไม่มีอะไรเป็นหัวข้อพูดคุย นางก็นั่งแกว่งขา เตะอากาศขึ้นลง เอนกายพิงกับหญิงสาว หันหน้ากังหันเข้าหาตน เป่าลมพู่ๆ ให้ของเล่นสีชมพูอันสวยหมุนด้วยกระแสลม

“เหมยน้อย เปลวบุปผา”

เจ้าของนามทั้งสองหันไปตามเสียงเรียก เห็นชายหนุ่มร้องเรียกแต่ไกล กำลังเดินเข้ามาหา

“พี่ชายใหญ่มาแล้ว!” แม่หนูร้อง กระโดดลงจากตักหญิงสาววิ่งไปหาพี่ชาย โดยมีเปลวบุปผาเดินตามหลัง

เธียรธรรมย่อตัวลง กางแขนออกรับน้องน้อยที่กระโจนเข้าหา อุ้มขึ้นกับอก “เหมยน้อยซนไหม*”

น้องน้อยสั่งหน้าจนผมแกละกระทบแก้มใสไปมา “ไม่ซน เหมยน้อยเป็นเด็กดี”

คนเป็นพี่ชายหัวเราะเบาๆ “เก่งมาก” ว่าแล้วก็ผินหน้ามาหาหญิงสาว “ขอบคุณท่านที่ดูแลเหมยน้อยให้ รอนานไหม*”

“ไม่นานหรอก เจ้ามาเร็วกว่าที่คิดมาก คนเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง*”

“โชคดีที่ทางคณะมีหยูกยาพร้อมอยู่แล้ว ลูกคณะก็ช่วยกันพยาบาลคนเจ็บเป็นอย่างดี ไม่มีใครตระหนกกับอุบัติเหตุเลย” เขายิ้มแย้ม เป็นสีหน้าแสดงถึงความปลาบปลื้มที่ได้ช่วยคนบาดเจ็บไว้ได้

“ดีจัง” นางกล่าวตามใจจริง ถึงแม้นางจะไม่ใช่มนุษย์ จะคนละเผ่าพันธุ์ นางก็ไม่เคยอยากเห็นใครบาดเจ็บ ยิ่งเห็นใบหน้ายิ้มแย้มเปี่ยมสุข ยิ่งทำให้นางรู้สึกดีใจไปด้วย

“พี่ชายใหญ่” เหมยน้อยเรียกความสนใจของผู้ใหญ่ “เค้าจะยังมีดอกไม้ไฟใช่ไหม*”

เป็นประจำทุกปีที่ตอนปิดงานจะมีการจุดดอกไม้ไฟยิ่งใหญ่ตระการตา ชาวบ้านทุกคนในมณฑล ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน อยู่บ้านใด จะได้ชมดอกไม้ไฟด้วยกัน บนท้องฟ้าเดียวกัน เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านทุกคนรอคอย

“แน่นอน อีกเดี๋ยวคงจะจุดแล้ว ชาวบ้านคงไปรวมตัวกันดูดอกไม้ไฟที่ลานกลางที่แสดงเชิดมังกรเมื่อกี้” ชายหนุ่มตอบ

เหมยน้อยทำตาโต ดวงหน้าแจ่มใสเป็นประกาย “พี่ชายใหญ่จ๋า”

มาแล้วเสียงนี้ เธียรธรรมคิดในใจขำๆ “จ๋า”

“เราพาพี่เปลวบุปผาไปดูดอกไม้ไฟที่ลานด้วยสิ” แม่หนูออกความเห็น

“อืมมมม” หมอหนุ่มทำท่าครุ่นคิด “งั้นพี่ส่งเหมยน้อยกลับบ้านก่อน แล้วค่อยพาพี่เปลวบุปผาไปดูดอกไม้ไฟก็แล้วกันนะ”

“ไม่นะ ไม่นะ คือ… คือเหมยน้อยต้องไปกับพี่เปลวบุปผาด้วยสิ เหมยน้อยจะได้พาพี่เปลวบุปผาไปเที่ยวไง จริงไหมพี่เปลวบุปผา” หันไปหาหญิงสาว ขอเสียงสนับสนุน

“หา* เอ้อ… ” เปลวบุปผาตะกุกตะกัก แม่หนูน้อยทำตาใสๆ กระพริบตาปริบ แวววิงวอนราวกับทิ่มแทง สุดท้ายนางก็พยักหน้าเห็นด้วยกับน้องน้อย

เหมยน้อยยิ้มแป้นหาพี่ชาย “นี่ไง พี่เปลวบุปผาอยากให้เหมยน้อยไปด้วย”

“เรานี่จริงๆ เลย” พี่ชายดุ หากอดยิ้มกับความเจ้าเล่ห์ของแม่น้องน้อยไม่ได้ “ตัวเองอยากไปเอง แต่เอาพี่เขามาอ้าง”

เหมยน้อยหัวเราะฮิๆ แก้เขินที่ถูกพี่ชายจับได้ เสเอาแขนป้อมโอบคอเขาอย่างแสนประจบ สร้างความขบขันให้ผู้ใหญ่ทั้งสอง




ลานกลางที่เธียรธรรมกล่าวเป็นที่โล่งกว้างที่ตั้งอยู่กลางมณฑล ใช้เป็นสถานที่ใช้สอยต่างๆ ของมณฑล เช่นการจัดการแสดง หรือเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านจะสามารถรวมตัวกันได้ วันนี้ก็เช่นกัน ที่ลานกว้างนี้ใช้เป็นที่จัดแสดงเชิดมังกร แล้วเวลานี้ชาวบ้านมากมายมารวมตัวกัน รออย่างใจจดใจจ่อเพื่อดูเหล่าดอกไม้ไฟมากมายที่จะทะยานสู่เบื้องบน อวดแสงสีสวยงามประชันกันบนนภาแห่งรัตติกาล

เมื่อทั้งสามเดินมาถึง สถานที่โล่งกว้างดูเล็ก แออัดยัดเยียดไปถนัดตาเมื่อชาวบ้านมากมายรวมตัวกัน เธียรธรรมอุ้มเหมยน้อยไว้ เปลวบุปผาอยู่เคียงข้าง

“ท่านอยู่ใกล้ๆ ข้าไว้นะ ไม่อย่างนั้นจะหลงกันไปคนละทาง คนมากเหลือเกิน” เธียรธรรมกำชับ

“เอ้อ ได้” เปลวบุผารับคำท่าทางเลิกลั่กกับผู้คนที่คราคลั่ง นางสาวกระเถิบยืนอยู่ข้างชายหนุ่ม

“พี่ชายใหญ่ เมื่อไหร่จะจุดดอกไม้ไฟซักที*” น้องน้อยหันไปถาม การรออย่างใจจดใจจ่อทำให้รู้สึกว่าเวลาราวกับเยื้องย่างเชื่องช้า

“เดี๋ยวจะคงจะจุดแล้วล่ะ” ชายหนุ่มตอบ

“พี่เปลวบุปผารู้ไหม ดอกไม้ไฟอันใหญ่มากเลย!” เด็กน้อยกางแขนป้อมวาดออกกว้าง จนเกือบจะฟาดโดนหน้าพี่ชายผู้อุ้มนางอยู่ แสดงให้เห็นว่าดวงใหญ่จริงๆ “เค้าจะจุดเยอะแยะ แล้วก็สวยมากเลยด้วย!”

นางปีศาจไม่เคยเห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘ดอกไม้ไฟ’ มาก่อนจึงคิดภาพไม่ออกว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร แต่ดูเด็กน้อยรอคอย ตื่นเต้นขนาดนี้ นางกล่าวว่า “คงจะต้องสวยมากแน่ๆ”

ทันทีที่สิ้นคำหญิงสาว เสียงปะทุดังปุ้งก้องไปทั่ว เป็นดินปืนระเบิด ส่งพลุให้พุ่งขึ้นแหวกฟ้ามืดมิดสูงขึ้นไป แล้วดวงไฟสีสวยก็แตกตัวกระจายออกไปทุกทิศทุกทางเป็นวงใหญ่ ราวกับดอกไม้เรืองแสงดอกมหึมา เผยรัศมีส่องประกายระยิบระยับกว้างเต็มผืนนภายามราตรี

ผู้คนส่งเสียงฮือฮา เหมยน้อยกรี๊ดกร๊าดจ้องมองบนฟ้าตาไม่กระพริบ ขย่มตัวขึ้นลงเมื่อเหล่าดอกไม้ไฟอวดโฉมพราวระยับอยู่เบื้องบน เมื่ออีกดวงจางหายไป ดอกไม้ไฟอีกดวงก็ถูกส่งไปอวดแสงเฉิดฉัน ติดต่อกันเป็นขบวน จนท้องนภายามราตรีสว่างไสวงามจับตา

“สวยจัง” เปลวบุปผาเอ่วแผ่วเบา แม้แต่ปีศาจสาวก็อดทึ่งไม่ได้กับความมหัศจรรย์ที่มนุษย์คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมา

“ชอบไหม” ด้วยเสียงที่อึกทึก เธียรธรรมก้มหน้าลง พูดชิดกับหูปีศาจสาวเพื่อให้นางสามารถได้ยิน

เปลวบุปผาเงยหน้ามองชายหนุ่ม ยิ้มอย่างตื่นเต้นปะปนกับความอัศจรรย์ใจ “ชอบสิ สวยมากเลย”

“ข้าดีใจที่ท่านชอบ” หมอหนุ่มยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงจริงใจ เขาอยากให้นางมีความสุข

ตุ๊บ

สายตาของนางปีศาจกวาดมองไปทั่วใบหน้านั้น มาหยุดอยู่กับริมฝีปากของชายหนุ่มที่ยิ้มแย้มมาให้ตน แล้วพาคิดไปว่า… รสสัมผัสของพวงแก้มและริมฝีปากของชายหนุ่มจะเป็นอย่างไร นางอยากจะลองแตะต้อง…

ตุ๊บ

ประดุจดังถูกดึงดูดเข้าหา เปลวบุปผาพยุงตัวให้สูงขึ้นโดยยืนด้วยปลายเท้า แนบริมผีปากแดงระเรื่อเต็มอิ่มของนางกับแก้มสาก ริมฝีปากของทั้งสองเกือบแตะกัน รสสัมผัสนั้นแผ่วเบาดุจผีเสื้อที่ตอมดมดอกไม้ ก่อนจะลดเท้าลงยืนตามเดิม ช้อนสายตาขึ้นมองดวงหน้าชายหนุ่ม ก่อนหลบสายตาตกตะลึงที่จ้องมองมา ชีพจรเต้นเร็วรี่ เลือดฉีดซ่านจนใบหน้ารู้สึกร้อยผ่าว

น่าแปลกที่นางรู้สึกเช่นนี้ ไม่รังเกียจแต่อย่างใด กระนั้นกลับอยากสัมผัสแตะต้องเขา ทุกครั้งที่สัมผัส ชีพจรของนางจะเต้นเร็วจนใบหน้าอุ่นจัด จนรู้สึกร้อนเหมือนเป็นไข้ ไม่เคยเบื่อหน่ายเมื่อต้องใช้เวลาร่วมกัน กระนั้นกลับอยากยืดเวลานั้นให้นานเท่านาน…

‘อยากอยู่ใกล้ อยากเล่นด้วย แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันใจเต้นตึกตักๆใหญ่เลย’ คำพูดไร้เดียงสาประสาเด็กของน้องน้อยดังก้องในหูของนาง

ดวงใจของนางปีศาจกระตุกเต้น ความตระหนักรู้พุ่งถาโถมเข้ามาในโสตประสาทจนชาวาบไปทั้งตัว  ราวกับเลือดเหือดหาย ราวกับร่างกายไร้เรี่ยวแรงทรงตัว นางมีความรู้สึกนั้นให้เขาหรือนี่…

ชายหนุ่มยังอยู่ในอาการนิ่งงันไม่ไหวติง ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับเปิดแล้วประกบปิด กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะพยายามพูดอีกครั้ง หลุดคำถามออกมาว่า “เอ่อ… ทำไม*”

เปลวบุปผายังหลบตาลงต่ำ เป็นครั้งแรกที่นางไม่มีความกล้าที่จะประสานตากับใครสักคนหนึ่ง นางเป็นปีศาจห่างเหินจากสังคมมนุษย์ กริยาความคิดจึงไม่ถูกขอบเขตของจารีตประเพณีครอบกั้น การกระทำจึงตรงไปตรงมาเป็นไปตามใจคิด ความรู้สึกที่นางเพิ่งประจักษณ์จึงส่งผลต่อการกระทำ

“ข้า… คือว่า…” ปีศาจสาวตะกุกตะกัก ยังไม่กล้าสบตากับมนุษย์หนุ่ม รู้สึกว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าว สุดท้ายนางรวบรวมความกล้า ประสานตากับชายหนุ่ม เอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเป็นประกายซึ้ง “เธียรธรรม ข้าคิดว่าข้า… ข้า…”

“พี่ชายใหญ่ ดูนั่น!” น้องน้อยกรีดร้องชี้มือไม้ กระชากสองหนุ่มสาวออกจากภวังค์ของกันและกัน

เบื้องบนท้องฟ้ายามราตรีมีนกอินทรีตัวขนาดมหึมา อาจจะใหญ่กว่าคนๆ หนึ่งเกือบเท่าตัว สีน้ำตาลทองเลื่อมตลอดทั้งตัว จะงอยปากแหลมส่งเสียงร้องออกมาครั้งหนึ่ง เป็นเสียงแหลมสะท้อนกึกก้องท้องนภา กรงเล็บสองข้างของมันใหญ่โตและแหลมคมราวกับปลายทวน ประหนึ่งจะสามารถขย้ำเหยื่อผู้โชคร้ายที่ไปอยู่ในกรงเล็บของมันให้ขาดใจตายได้ในทันที ชาวบ้านที่รวมตัวอยู่ที่ลานกลางทุกคนล้วนหวาดผวา ตลอดชีวิตไม่เคยเห็นสัตว์ตัวไหนดูดุดัน ดูน่าเกรงกลัว ดูเหมือนมัจจุราชจากฟากฟ้า

พญาอินทรีสยายปีกกว้างราวโลกเบื้องล่างทั้งหมดอยู่ใต้ปีกของมัน ถลาร่อนเป็นวงไปรอบๆ ลานกว้างอยู่สองสามรอบ ก่อนจะบินโฉบแหวกอากาศ พุ่งตรงลงมาหาเหล่าชาวบ้านที่อยู่ตรงลานกลาง กรงเล็บทั้งสองกางออกกว้าง เตรียมพร้อมโจมตี ดูเหมือนพญาอินทรีย์อยากได้เหยื่อของมัน และชาวบ้านคือเป้าหมายที่มันต้องการ!

ชาวเมืองกรีดร้อง บ้างวิ่งเอาตัวรอด บ้างคว้ามือลูกเมียครอบครัว พากันวิ่งหนีตายอย่างจ้าละวันไปคนละทิศละทาง เธียรธรรมอุ้มเหมยน้อยมือหนึ่ง แล้วใช้อีกมือหนึ่งฉุดมือบางของหญิงสาวเพื่อหลบหนีไปด้วยกัน

อินทรีย์ยักษ์พุ่งตรงลงมากลางกลุ่มชาวเมืองที่แตกฮือกันชุนละมุน แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง เสียงกรีดร้องอย่างตระหนกสุดขีดของสตรีนางหนึ่งดังขึ้น แล้วเสียงนั้นก็ค่อยๆ ไกลออกไป เมื่อเปลวบุปผากวาดสายตาไปตามเสียงร้อง ก็เห็นว่านกยักษ์ได้เหยื่อของมันแล้ว! เป็นหญิงมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในกรงเล็บทั้งสองข้างของมัน ถูกหิ้วลอยขึ้นฟ้า เล็บแหลมเจาะทะลวงลึกจนมิดเข้าไปในร่างบางของมนุษย์คนนั้น!

สัตว์ยักษ์ยังบินร่อนไปรอบๆ จากนั้นร่อนลงบนหลังคาแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับลานกว้างนั้น ก่อนเก็บปีกเข้าข้างตัว เหยื่อยังอยู่ในอุ้งมือ พยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อเอาชีวิตรอด พยายามเอาร่างที่อาบไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ข้นเหนียวของตัวนางเองออกจากกรงเล็บที่จมลึก นางยังไม่อยากตาย! ไม่อยากตาย!

มันเหมือนภาพอันสยดสยอง เมื่อพญายมก้มหัวลง ใช้จะงอยปากจิกไปที่ร่างของเหยื่อแล้วกระชากทึ้งอย่างแรง! เนื้อจากจากโครงของเหยื่อครึ่งหนึ่งถูกกระตุกจนขาดติดคาปากของผู้ล่า เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเหยื่อมนุษย์ที่ยังไม่ขาดใจตายเสียดแทงโสตประสาทน่าขนลุก เลือดแดงฉานทะลักกระจายไปทั่ว ชาวบ้านทุกคนแข็งค้างอยู่กับที่ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ไม่สามารถแม้แต่กระดิกกายไปไหนได้

พญาอินทรีเงยหัวขึ้นสูง กระตุกศรีษะสองสามที ให้อาหารลงคอ ก่อนจะก้มลงไปจิกกินเหยื่ออีกที

"ไม่นะ!" เปลวบุปผาร้องตะโกน

… แต่หากนางทำอย่างนั้น ชายหนุ่มจะต้องรู้แน่นอนว่านางไม่ใช่มนุษย์  ผิดกับเมื่อตอนแรก นางปกปิดความจริงจากเขา เพราะไม่ต้องการยุ่งยาก และเขาไม่จำเป็นจะต้องรู้เรื่องของนาง หากแต่บัดนี้นางไม่ต้องการให้เขารู้ว่านางเป็นปีศาจ เพราะนางกลัวเหลือเกินว่าเขาจะหวาดกลัว… และรังเกียจนาง…

…แต่ถ้านางจะสามารถนิ่งดูดายให้คนตายไปต่อหน้าโดยไม่ทำอะไรได้หรือ ทั้งที่รู้ว่านางสามารถหยุดสัตว์ยักษ์นี้ได้!



ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ จ้าวแห่งปีศาจเสือ ยืนทอดอารมณ์ พิงกายกับต้นไม้ใหญ่ในที่ลับสายตา จากที่นี้เขาสามารถมองดูสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน พญาอินทรีตัวนั้นเป็นหนึ่งในสมุนของเขาที่จำแลงกายมา

"วิธีการที่จะแยกเจ้ามนุษย์อ่อนแอนั่นออกจากเจ้ามีมากมาย เปลวบุปผา ไม่จำเป็นต้องฆ่า" เหนือพยัคฆ์กล่าวกับนางปีศาจจากที่ไกล เหมือนกับนางได้ยินคำพูดเหล่านี้ "เจ้าต้องเลือกแล้ว ระหว่างตัวเองกับชีวิตของหญิงมนุษย์นั่น"



_______________________________________
ติดตามตอนต่อไป
13 สิงหาคม 2548
Special Thanks* All reader
_______________________________________
คุยกันน้ำลายแตกฟองกับ Meena หน่อยนะค้า

ครือว่าข้าพเจ้าต้องขออภัยเป็นอย่างมากที่หายไปนาน งานที่บริษัทยุ่งมั่กๆ กลับบ้านก็หลับอย่างแบ็ตหมด T_T  แต่ตอนนี้ยาวเป็นพิเศษถือเป็นการไถ่โทษ นะ นะ ตัวเอง  ^______^

ถ้ามีคำผิดอะไรก็ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง  จริงๆ แล้วเราเป็นคนค่อนข้างสะเพร่ากับเรื่องการสะกดคำ พยายามระวังแต่หลุดทุกตอน เราอยากได้ pre-reader จัง (คือคนที่ช่วยอ่านกรอง แก้ไขคำผิดก่อนจะ post จริงน่ะคะ)

สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกคะแนนโหวด ทุก comments  และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เขียนเรื่องอยู่ด้วยเน้อออออออ

------------------------------------------------
พื้นที่โฆษณา
     เพื่อนเราเปิดเวปหาคู่ระหว่างหญิงไทยกับเพื่อนต่างชาติ ที่เปิดเพราะมีสาวๆ หลายคนมาถามบ่อยๆ ว่ามีหนุ่มต่างชาติแนะนำหรือเปล่า ชื่อ *.thaigirlsingle.com สำหรับสาวๆ แล้วสมัครฟรีจ้า ใครสนใจก็ลองเข้าไปดูนะคะ  (ฮี่ๆ คือเราสัญญากับพี่แกว่าจะช่วยโฆษณาให้น่ะ มีชื่อเราเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ด้วยจ้า)
--------------------------------------------------

รักทุกคนค่ะ
Meena

+ + +ร่วมกันแสดงความคิดเห็น + + +

 
ความคิดเห็นที่ 1
พงษ์
IP : 221.128.114.133

12 มี.ค. 2549
เวลา 4:19:00 น.
....................

ร่วมกันแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
แสดงความคิดเห็น *
สามารถพิมพ์ข้อความได้อีก ตัวอักษร
- สำหรับสมาชิกจะได้รับสิทธิในการเลือกสีพื้นหลังและแนบไฟล์ได้
- บุคคลทั่วไป การเลือกสีพื้นหรือแนบไฟล์จะไม่มีผลใดๆ เกิดขึ้น หากอยากได้สิทธิพิเศษในการโพสต์ก็คลิก
สมัครสมาชิก เลย
กรอกข้อมูลส่วนตัว
ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กรอกข้อมูลที่นี่
โดย *
อีเมล์
สมัครสมาชิก คลิกที่นี่
- ใส่สีพื้นได้
- ได้นามแฝงประจำบอร์ด ไม่ซ้ำใคร
- อัพโหลดไฟล์ได้
สมาชิกกรอกข้อมูลที่นี่ ระบบจะดึงข้อมูลส่วนอื่นๆ มาให้โดยอัตโนมัติ
แนบไฟล์
แทรกรูปภาพได้ไม่เกิน 999 K, ไฟล์อื่นๆ (.zip, .swf) ไม่เกิน 500 K
รูปภาพต้องเป็น *.jpg หรือ *.gif เท่านั้น
ชื่อล็อกอิน *
รหัสผ่าน *